NINJA「-13-」♪ JAIL
posted on 25 Jan 2012 18:37 by the-konNINJA「-13-」♪ JAIL
...ข้ารักท่าน มีแค่ท่านเท่านั้นที่ข้ายอมมอบทุกอย่างให้ แค่ท่านเท่านั้น ได้โปรดอย่าจากข้าไป... แม้ว่าท่านจะรังเกียจข้าก็ไม่เป็นไร แต่ข้าขออยู่ข้างๆ ท่านเช่นนี้ตลอดไปก็พอ
...และไม่ว่าอะไร ข้าจะยอมทำให้ท่านทุกอย่าง ทำเพื่อท่าน แม้จะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม... ชีวิต...ศักดิ์ศรี...กระทั่งร่างกาย... ข้าจะต้องปกป้องท่านให้ได้ ไม่ยอมให้ใครทำร้ายท่านแม้แต่ปลายก้อย
เสียงสายโซ่ที่เคลื่อนเสียดสีกับกรงเหล็กทำให้ข้าลืมตาขึ้นมองทางต้นเสียง ประตูรั้วลูกกรงที่ถูกปิดล็อคล่ามโซ่ถูกใครบางคนไขออกและเปิดประตูต้อนรับให้ชายสูงศักดิ์ที่ยืนอยู่ด้านหลังเดินเข้ามา
เสื้อผ้าหรูหราสะอาดสะอ้านอย่างผู้ดี รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าสะสวยราวสตรีงาม สายตาเฉียบคมดุดันราวกับสัตว์ป่า เขาคือคนที่ข้าคุ้นเคยเป็นอย่างดี ชายผู้ซึ่งย่ำยีศักดิ์ศรีของข้า ผู้ซึ่งเป็นสายเลือดเดียวกับนายท่านที่ข้ารัก ผู้ซึ่งข้าเกลียดชัง...และหวั่นเกรงเป็นที่สุด...
“สภาพดูไม่ได้เลยนี่”
“ท่านโควโยว!...”
สายตาเรียบเฉยนั้นหันมองที่ข้าขณะมาหยุดยืนตรงหน้าร่างของข้า... ร่างที่ถูกพันธนาการไว้อย่างแน่นหนา สองมือถูกรวบล่ามด้วยโซ่เส้นโตและผูกยกไว้เหนือศีรษะกับเพดานหินที่ไม่สูงนัก ทำให้อยู่ในสภาพกึ่งนั่งกึ่งยืน ร่างกายอันอ่อนล้าของข้าไม่มีเรี่ยวแรงจะยืนอยู่จึงห้อยรั้งกับโซ่ ร่างกายบอบช้ำที่เพียงกระดิกก็ปวดร้าวไปทั้งร่าง
เสื้อผ้าสีขาวมีร่องรอยขาดเพราะอาวุธและรอยเลือดจากบาดแผลประปราย สาเหตุที่ข้าต้องอยู่ในสภาพนี้ เท่าที่สติเลือนลางของข้าจะจำได้ มีนินจาชุดดำลอบเข้ามาทำร้ายข้าถึงที่พักในยามค่ำคืน ทั้งที่ข้าระมัดระวังตัวตามวิสัยที่นินจาพึงกระทำอยู่แล้ว แต่ผู้ที่ทำให้ข้าพลาดท่าได้ถึงเพียงนี้ มีเพียงนินจาฝีมือร้ายกาจเท่านั้น
ข้าต่อสู้กับนินจาผู้นั้นอยู่นานจนบาดเจ็บไร้เรี่ยวแรง โดยที่ทำอะไรมันไม่ได้เลย สุดท้ายก็ถูกเล่นงานจบสลบไปและจับตัวมา
ในตอนนั้นข้ามองไม่เห็นหน้าของมันเพราะผ้าสีดำที่คลุมปิดหน้าเห็นเพียงดวงตา แต่ตอนนี้ข้าเห็น ข้าจำได้... มันคือคนที่ยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่ด้านหลังของท่านโควโยวคือผู้ที่ไขกุญแจห้องกรงนี้เข้ามา นินจาชุดดำที่ตอนนี้ไม่ได้ใช้ผ้าครุมหน้าจึงเห็นหน้าตาได้ชัดเจน ท่าทางเคร่งขรึมและดุดันนั้น รูปร่างและสายตานั้น...
“เป็นเจ้าเองหรือ...ยูทากะ!!”
ข้าคำรามเรียกชื่อของมันทั้งจ้องมองอย่างโกรธแค้นแต่มันเพียงแค่กระตุกยิ้มแล้วมองกลับมาอย่างเย้ยหยัน
นึกไม่ถึงว่าคนที่เคยเป็นนินจาฝึกหัดที่เก่งกาจที่สุดสำนักอย่างยูทากะจะทรยศอาจารย์และหายตัวไปเมื่อแปดปีก่อน มาพบเขาอีกครั้งก็กลายเป็นลูกน้องของท่านโควโยวไปแล้วอย่างนั้นหรือ
ไม่มีเวลาให้รำลึกความหลังมากนัก คนที่สั่งให้เขามาทำร้ายข้าต้องเป็นท่านโควโยวอย่างแน่นอน... แต่เพื่ออะไรกัน
“ท่านต้องการอะไร ท่านโกรธแค้นข้าเรื่องอันใดจึงรังแกข้าครั้งแล้วครั้งเล่า”
ตะโกนออกไปทั้งที่ไร้เรี่ยวแรง จ้องมองคนตรงหน้าด้วยสายตาชิงชัง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมากลับเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันอันน่ารังเกียจ
“หึ...เปล่าเลย ข้ามิได้โกรธแค้นเจ้าเรื่องใดๆ แต่เป็น ยู ต่างหาก ที่ข้าแสนชิงชัง”
ขณะที่เดินและกล่าวไป สายตาของเขานั้นช่างดูน่ากลัว บ่งบอกได้ถึงความชิงชัง...
“เพียงเพราะเป็นลูกเมียหลวง ตำแหน่งทายาทเจ้าเมืองจึงตกเป็นของมันใครๆ ต่างพากันรักใครชื่นชม แต่คนสายเลือดเดียวกันอย่างข้า กลับต้องอยู่ราวกับเป็นเพียงผู้อาศัย มันไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย”
“เจ้ารู้อะไรไหม” เขาหันมาถามข้า “ข้าตั้งใจจะฆ่ามันหลายครั้ง...แต่เพราะเจ้า ทำให้แผนของข้าผิดพลาดตลอด”
...หรือว่า เหตุการณ์ลอบทำร้ายนายท่านหลายต่อหลายครั้ง ก็เป็นฝีมือของท่านทั้งหมดงั้นหรือ
“ถ้าไม่มีเจ้าสักคน ข้าก็จะได้จัดการเจ้านั่นได้สะดวกๆ หน่อย”
“ไม่นะ ปล่อยข้า อย่าทำอะไรนายท่านเด็ดขาดเลยนะ!”
ไม่รู้ว่าขณะที่ข้าไม่อยู่นี้ จะมีใครทำอะไรนายท่านหรือไม่ เป็นห่วงและกลัวเหลือเกิน จึงพยายามจะดิ้นรนและออกไปจากที่นี่ กลับไปหาท่านให้เร็วที่สุด แต่ยิ่งดิ้น โซ่ตรวนที่ผูดมัดข้าไว้ก็ยิ่งบีบให้ต้องเจ็บปวดมากขึ้น...จนไม่สามารถทำอันใดได้...
“อย่าดื้อไปนักเลย เรื่องอะไรข้าจะต้องปล่อยเจ้าไปล่ะ ในเมื่อข้าอุตส่าห์ให้คนไปพาตัวเจ้ามาอย่างยากลำบาก”
มืออันเรียวสวยคู่นั้นยื่นมาเชยคางข้าให้เงยหน้าไปสบรอยยิ้มน่าขยะแขยงที่ยื่นหน้ามาใกล้
“สิ่งที่ข้าต้องการน่ะ คือเจ้าไงล่ะ ทางเลือกของเจ้ามีเพียงสองทาง...
หนึ่ง คือยอมมาเป็นคนของข้า แล้วร่วมมือกับข้า กำจัดยูไปให้พ้นทาง เพื่อข้าจะได้เข้ายึดครองตำแหน่งแทน แล้วข้าจะเลี้ยงดู เอ็นดูเจ้าอย่างดี
หรือถ้าเจ้าปฏิเสธ....ข้าจะย่ำยีร่างกายของเจ้าจนกว่าเจ้าจะยอมทำตามข้อแรก”
ไม่ว่าจะหนทางใด ข้าก็ไม่สามารถรับได้ทั้งนั้น ช่างเป็นข้อเสนอที่เห็นแก่ตัวเหลือเกิน ข้าได้เพียงกัดฟันและมองอีกฝ่ายด้วยความก้าวร้าวชิงชังและก่นด่าสาปแช่งอยู่ในใจ...ข้าจะไม่มีวันยอมทำตามคำสั่งของชายคนนี้แน่
ใช่....ข้าไม่มีวันยอม ไม่ยอมทรยศต่อนายท่านอันเป็นที่รักเป็นอันขาด ถึงแม้ว่า...ร่างกายนี้จะเป็นเช่นไรไปก็ตาม
เพราะเป็นเช่นนั้น ข้าจึงต้องทนรับความทุกข์ทรมานจากการถูกรุกรานถึงภายในเสื้อผ้าโทรมๆ ที่เคยสวมใส่ถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ ไม่เหลือชิ้นดีไปกองเป็นเศษผ้าอยู่ที่พื้น โซ่ตรวนที่ผูกมัดร่างไว้ยังคงฉุดดึงมือนี้ไว้ ร่างกายบอบช้ำมีบาดแผลทั่วร่างจากการถูกทำร้าย
กัดฟันอดทนอย่างทรมาน เมื่อสิ่งแข็งขืนนั้นกำลังรุกรานร่างกายของข้าในสภาพที่แทบจะยืนไม่อยู่... ช่างรุนแรง...และโหดร้าย จนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว สองมือของคนผู้นั้นโอบอุ้มข้าไว้โดยเบื้องหลังมีกำแพงหินของห้องขังแห่งนี้เท่านั้นที่เป็นที่ค้ำจุนข้าไว้
เจ็บปวด...จนเผลอเปร่งเสียงน่าอายออกมาทั้งที่พยายามอดทนไว้ อับอาย...จนไม่อยากจะมองคนตรงหน้าที่กำลังโอบอุ้มและเคลื่อนไหวร่างกายอยู่ในตัวข้า จึงเบือนหน้าหนีไปด้านข้าง เพื่อที่จะไม่ต้องมองเห็นใบหน้าคมคายที่แสยะยิ้มราวกับเย้ยหยันข้าอยู่ตลอดเวลา
ดวงตาที่หรี่เล็กคลอด้วยหยดน้ำตา ข้ามองเห็นผู้ที่ยืนอยู่ที่ข้างประตูรั้วลูกกรงที่ถูกล็อคไว้ เขากำลังมองข้าอยู่ตรงนั้น ชายคนนั้นผู้ซึ่งใส่ชุดนินจาสีดำ และข้ารู้จักเขาดี
แม้จะดูน่าสมเพช แต่ยังต้องพยายามดิ้นรน ข้าพยายามส่งสายตาจ้องมองที่อ้อนวอนขอความช่วยเหลือ
ยูทากะ...ช่วยข้าด้วย... เหตุใดเจ้าจึงเพียงแค่ยืนมองอยู่เฉยๆ เช่นนั้น
หยุดที...ช่วยหยุดที ข้าทนไม่ไหวแล้ว เจ็บปวดเหลือเกิน ได้โปรด...ถ้าเจ้ายังไม่ลืม...ว่าเรา...
ไม่รู้ว่าที่ข้าพยายามส่งสายตาพูดแทนเสียงที่ไม่เหลือเรี่ยวแรงจะเปล่งออกไปนั้น เขาจะไม่เข้าใจหรืออย่างไร ยูทากะยังคงยืนกอดอกนิ่งและมองสบตากลับมาด้วยใบหน้าเรียบเฉยไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว
ข้าได้แต่กัดฟันแน่นด้วยความเจ็บแค้น ขยับเปลือกตาปิดจนน้ำตาที่คลออยู่ไหลลงไปอาบแก้ม เมื่อคนตรงหน้าเริ่มรังแกภายในร่างข้าอย่างหนักหน่วงเหลือเกิน การเคลื่อนไหวดุดันราวกับสัตว์ป่า ถี่รัวและรุนแรงพร้อมทั้งกอดร่างข้าไว้เสียแน่น
ความเย็นยะเยือกที่ฉีดรดภายในร่างเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าการรุกรานนั้นได้จบลงแล้วเมื่ออีกฝ่ายถอนกายออกไปจากร่างข้า ข้าทั้งสองถูกวางลงเหยียบพื้นอีกครั้งแต่มันก็ไม่มีแรงจะยืนอยู่ดี จะทรุดลงนอนก็ทำไม่ได้เมื่อโซ่เส้นโตยังรั้งข้อมือทั้งสองไว้
จะอะไรก็ช่าง ข้าทิ้งกายให้ห้อยอยู่กับโซ่ด้วยอาการเข่าอ่อน หายใจหอบอย่างอ่อนล้า ไม่อยากแม้จะลืมตาขึ้นมามองโลกนี้
“หึ...ดื้อๆ แบบนี้ก็ดีนะ แต่ข้าก็จะทำจนกว่าเจ้าจะยอม ลองคิดดูดีๆ ก็แล้วกัน แล้วข้าจะกลับมาใหม่”
กล่าวไว้แบบนั้น แม้จะไม่ได้เงยหน้ามองแต่ข้ารู้ว่าเจ้าของเสียงนั้นจะต้องยิ้มเยาะข้าอยู่เป็นแน่ ก่อนที่จะหันหลังเดินออกไปโดยที่ยูทากะเปิดประตูส่งออกให้เดินออกไป
“ดูแลไว้ให้ดีล่ะ”
สั่งกับลูกน้องก่อนจะก้าวเดินออกไปแต่เพียงผู้เดียว ยูทากะโน้มรับคำสั่ง ก่อนจะปิดประตูลูกกรงลงอีกครั้ง
สายตาเยือกเย็นนั้นหันมามองที่ร่างอันยับเยินของข้า พร้อมกับเดิมเข้ามาใกล้ช้าๆ... ข้าไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง... แต่เสียงกรุกกรักบางอย่างเกิดขึ้นกับสิ่งของที่พันธนาการมือของข้าอยู่ ไม่นานนักโซ่เส้นนั้นถูกแก้ออกจากคานที่คล้องอยู่ แม้มันจะยังมัดข้อมือข้าไว้ แต่มันก็ทำให้ไร้วิญญาณนี้ทรุดลงไปนอนกองกับพื้นได้เสียที
สองเท้าเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าข้า ย่อเข่านั่งลงมา และยื่นมาทึ้งศีรษะข้าให้เงยหน้าขึ้นสบตา สายตาเย็นยะเยือกนั้น...
ไม่ใช่...
ไม่ใช่ยูทากะที่ข้ารู้จัก...
“อ๊ะ...ยะ...อย่า...”
สะดุ้งร้องห้ามด้วยความตกใจ เพราะเรียวนิ้วยาวของยูทากะกำลังสอดแทรกเข้ามาในร่าง พยายามถดตัวหนี มือสองข้างยังถูกมัดไว้ทำให้ขยับได้ไม่ถนัดนัก
“อ๊า...หยุดนะ...ทำอะไรของเจ้าน่ะ”
สองนิ้วยาวสอดควานภายใน ขยับเข้าออกช้าๆ พร้อมทั้งหมุนคว้านอยู่ภายใน บิดกายเร่าและพยายามถดหนี ความรู้สึกเปียกชุ่มเพราะของเหลวภายในถูกต้องย้ำด้วยเรียวนิ้วที่กำลังขยับคว้านจนมันเปียกเปื้อนทั่วช่องทางนั้น ส่งเสียงร้องให้หยุดยั้งการกระทำนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ยูทากะกลับโน้มลงมาประกบริมฝีปากหยุดวาจาของข้าเอาไว้เสียหมด
เรียวลิ้นเกี่ยวพันต่อสู้กันวุ่นวาย ดูดรัดอย่างจาบจ้วงจนข้าหายใจไม่ทันและต้องสะบัดหน้าหลบออก
สองนิ้วภายในงอข้อพับและกวาดเอาเมือกของแหลวที่ค้างอยู่ภายในออกมาให้ไหลออกมานองอยู่ด้านนอก และปาดนิ้วที่เปื้อนคราบนั้นละเลงไปบนต้นขาจนมันเปรอะเปื้อน
หายใจหอบเบาๆ และจ้องมองใบหน้าอีกฝ่าย สงสัยว่าใบหน้าของข้าคงจะเปลี่ยนเป็นสีแดง เพราะมันช่างน่าอับอายเหลือเกิน...และข้าไม่เข้าใจ
“อา...พอที ยูทากะ...อย่า...อย่า...”
ฝ่ามือนั้นกำลังขยับรูดแกนกายของข้า ความเสียวซ่านทำให้ร่างกายสั่นเทิ้ม
“เจ้านี่นะ... ทั้งที่ส่งสายตาแบบนั้นให้ข้าตลอดเวลาอยู่แท้ๆ จะให้ข้าทนอยู่เฉยได้อย่างไร”
ไม่นะ...ข้าไม่ได้หมายความเช่นนี้เลย เจ้าคิดเป็นอื่นไปได้เยี่ยงไร ทั้งที่ข้ากำลังทุกข์ทรมาน และต้องการให้เจ้าช่วยเหลือ...
มิใช่การซ้ำเติมกันเช่นนี้...
“ไม่เอา...อย่านะ...”
แม้ว่าจะพยายามต่อต้าน แต่เขาในตอนนี้ก็ไม่ฟังข้าอีกแล้ว...ไม่ใช่คนที่ข้ารู้จัก...
“ข้าต้องการให้เจ้ารับผิดชอบเท่านั้น...อากิระ”
สายตาดุดันจ้องมองมาพร้อมกับยื่นแกนกายอันตื่นตัวของเจ้าตัวที่งัดออกมาจากกางเกงสีดำมาตรงหน้าข้า ขยับมันมาถูใบหน้าและเหวี่ยงตบข้างแก้มข้าเบาๆ สายตาน่าเกรงกลัวที่กำลังออกคำสั่งนั้น...บังคับให้ข้าต้องทำอย่างช่วยไม่ได้...
ใช่...มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ มิใช่ว่าข้าสามารถต่อต้านหรือปฏิเสธได้แต่เลือกที่จะทำมัน ไม่ใช่แน่ๆ...
ประคองตัวขึ้นให้อยู่ในท่านั่ง ยกศีรษะขึ้นรับกับวัตถุยาวและใหญ่ตรงหน้า แลบลิ้นยาวแตะเลียส่วนปลายของมันช้าๆ ก่อนจะค่อยๆ ดูดกลืนทั้งหมดเข้าไปในโพรงปาก
สองมือขยับไม่ถนัดนักเพราะยังถูกล่ามไว้ แต่ก็พอจะยกขึ้นมากอบกุมโคนแกนกายยึดไว้แล้วขยับศีรษะให้ริมฝีปากรูดรัดท่อนเนื้อภายในโพรงปากเปียกชื้นช้าๆ
ที่หลับตาไว้เป็นเพราะอับอาย...มิใช่เพราะเคลิบเคลิ้มแต่อย่างใด ไม่ใช่แน่ๆ...
เสียงจิ๊ปากอย่างขัดใจของเขาแสดงออกมา ฝ่ามือหยาบกร้านยื่นมากดศีรษะข้าให้กลืนกินวัตถุขนาดใหญ่นี้เข้าไปมากกว่าเดิม ความยาวที่กดเข้ามาลึกเกินไป เกินกว่าจะรับไหวทำให้ข้าต้องขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจนัก
“อะ...อื๊ออ!!”
พยายามร้องประท้วงและต่อต้าน แต่มือนั้นกลับยิ่งยึดศีรษะข้าไว้แน่นแล้วเริ่มขยับสะโพกกระแทกแกนกายนั้นเข้ามาในโพรงปากข้าอย่างถี่รัวและหยาบคาย ท่อนเนื้อนั้นช่างร้อนผ่าวจนทำเอาตัวข้าร้อนตามไปอย่างน่าประหลาด สองมือที่เคยใช้กอบกุมประคองมันไว้เปลี่ยนมาพยายามดันหน้าท้องอีกฝ่ายไว้เผื่อจะลดแรงกระแทกลงได้บ้าง
“ฮึ...”
เขาแค่นหัวเราะอย่างน่าโมโห ขณะที่การเคลื่อนไหวอันจาบจ้วงหยุดลงและถอนแกนกายนั้นออกจากโพรงปาก ข้าสำลักอย่างเอาเป็นเอาตายกับสิ่งที่ทำให้ระคายลำคอ หายใจหอบราวจะขาดอากาศหายใจ
ไร้ซึ่งความเห็นใจ สองแขนที่ล่ามไว้ถูกโซ่กระชากจนล้นลงไปนอน ลำแขนแกร่งที่แน่นด้วยกล้ามเนื้อดันเรียวขาทั้งสองแยกออก สะโพกที่ถูกยกวางพาดบนตักมีวัตถุขนาดใหญ่ที่ยังเปียกชุ่มด้วยคราบน้ำลายของข้าเองนั้นสอดดันแหวกทางเข้ามาในร่างอย่างไร้ปราณี
“ฮึก...ยู...ทากะ...อ๊ะ...อา...”
สะอื้นไห้อย่างเจ็บปวดทรมาน อ่อนระทวยและไร้เรี่ยงแรงต่อต้าน คนตรงหน้าข้าตอนนี้ราวกับสัต์ป่าหิวกระหาย และตัวข้าคือเหยื่อผู้โชคร้ายที่ถูกจับได้และกำลังฉีกกระชากกัดกินอย่างอำมหิต
ความดุดันและเร่าร้อนถึงเพียงนี้ ข้าไม่เคยเห็นเขาที่เป็นเช่นนี้มาก่อน ไม่ใช่ยูทากะที่ข้ารู้จักเลยสักนิด... ทำไม...
ความใหญ่โตของมันทำเอาเจ็บปวดแทบขาดใจ กัดฟันแน่น เม็ดเหงื่อไหลเต็มใบหน้าและร่างกาย สองมือที่ถูกล่ามไว้ทำได้เพียงยกขึ้นเกยเหนือศีรษะและขย้ำพื้นดิน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าการกระทั้นอันหนักหน่วงและรุนแรงนี้จะจบลงเมื่อไร แต่จะยิ่งถี่รัวและรุนแรงยิ่งขึ้น...
ทนไหวแล้ว... ช่วยปลดปล่อยข้าจากขุมนรกนี้ที... นายท่าน...ข้ากลัว...ข้าเจ็บ...ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน....
อยากพบท่านเหลือเกิน...
ก่อนที่ร่างกายของข้าจะแหลกสลาย...รวมทั้งจิตใจบอบช้ำนี้...พร้อมๆ กับสายธารน้ำตา...ที่ข้าไม่รู้จะหยุดมันได้อย่างไร...
..
..
กระทั่งเย็นย่ำค่ำลง หลังจากทำงานเหน็ดเหนื่อยจนเสร็จสิ้น อาโออิเดินกลับมาที่ห้องพัก พอเปิดไฟและเดินตรงไปถึงห้องนอนก็พบกับร่างบางที่นอนอยู่บนเตียง สะลึมสะลือตื่นขึ้นมาเพราะแสงไฟ กล่าวทักทายกับเขา
“นายท่าน...กลับมาแล้วเหรอครับ”
“อื้ม...วันนี้ไม่เห็นนายเลย นอนอยู่ที่นี่ตลอดเลยเหรอ”
กล่าวถามพลางถอดเสื้อคลุมที่ใส่เพื่อป้องกันความหนาวเย็นของอากาศภายนอกพาดไว้บนเก้าอี้ใกล้มือ เรตะยกมือขึ้นขยี้ตาเบาๆ ก่อนจะตอบไป
“ใช่ครับ ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายน่ะ”
โกหก...โกหกราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราวกับว่าการที่มีชายอื่นที่ตนร่วมรักและอุ้มมาส่งถึงห้องนอนนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“งั้นเหรอ แล้วเป็นยังไงบ้าง”
อาโอยหันมาถามด้วยความห่วงใย
“อะ...เอ่อ...ก็ดีขึ้นแล้วครับ
หลบสายตา...เพราะเมื่อมองเห็นสายตาที่กำลังมองเขาอย่างอ่อนโยนเช่นทุกครั้งนั้นทำให้เขารู้สึกผิด
มืออ่อนโยนนั้นเข้ามาลูบใบหน้าและโอบกอดเขาไว้เบาๆ ดวงหน้าหวานถูกจับให้หันมาสบตาอันอบอุ่นที่กำลังจ้องมองคู่นั้น
“ช่วงนี้นายดูเหนื่อยๆ แล้วก็ไม่สบายง่ายจังนะ เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงเหรอ...”
“......”
“ทนหน่อยนะ...อีกไม่กี่วันเราก็จะได้กลับกันแล้ว”
แทบทนไม่ได้ รอยยิ้มอ่อนโยนที่มักจะมอบให้เขาเสมอนั้น ยิ่งตอกย้ำความผิดบาปยิ่งขึ้น
ริมฝีปากอันอบอุ่นทาบทับลงมาอย่างอ่อนโยน เรตะหลับตาพริ้มขณะที่น้ำตาพาลจะไหล รัก...รักเหลือเกิน...แต่ทั้งอย่างนั้น...เขากลับ...
สองมือที่กำลังจะโอบกอดคนตรงหน้าต้องหยุดชะงักลง เมื่ออีกฝ่ายผละถอยออกไปและกล่าวขึ้น
“จริงสิ...วันนี้ฉันเจอนี่ที่ห้องน้ำข้างนอก ของนายใช่ไหม”
กล่าวพร้อมกับหยิบมีดสั้นที่เก็บได้ออกมาจากกระเป๋ากางเกงด้านหลังยื่นให้ เรตะตกใจมากเมื่อเห็นสิ่งนั้น เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าตนทำหล่นไว้ที่ห้องน้ำ...
ไม่มีเหตุผลใดจะสามารถปฎิเสธได้ว่าไม่ใช่ ได้แต่พยักหน้ารับเขาๆ ขณะที่ยื่นมือไปรับของสิ่งนั้นจากมือที่ยื่นมา
อาโอยกลับดึงของในมือกลับ นั่งลงประชิดบนเตียงแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้
“บอกฉันทีสิ ว่ามันไปอยู่ที่นั้นได้ยังไง”
กล่าวอย่างจริงจังและจ้องมองเรตะด้วยความสงสัย... เรตะตกใจและหวั่นกลัวจนทำอะไรไม่ถูก จะให้ตอบว่าอย่างไร ว่าตนไปทำอะไรที่นั้น และเพราะเหตุใดมันจึงตกอยู่ที่นั่นได้ ไม่มีทางบอกได้แน่ว่าเป็นเพราะถูกอุรุฮะทำอะไรที่นั่น
ในสมองสับสนและตื่นกลัว เผลอเกินน้ำลายด้วยความกดดัน แต่ก็ยังพยายามอดกลั้นไว้ ไม่ให้ผิดสังเกตที่สุด
“อะ...อาจจะเป็นเพราะเมื่อคืนวานที่ข้าไปเข้าห้องน้ำที่นั้นแล้วบังเอิญทำตกไว้ละมังครับ”
ดันทุรังโกหกไปอย่างหน้าด้านๆ และรับมีดนั้นจากมือของอาโอยมาเก็บไว้ที่ลิ้นชักชั้นวางของข้างเตียงให้เรียบร้อย
“อย่างงั้นเหรอ...”
แววตาของอาโอยยังคงความสงสัยอย่างชัดเจนขนาดที่แสดงออกมาคิ้วแทบจะผูกกัน แต่ก็ไม่มีเหตุผลใดๆ จะต้องซักถามซักไซ้ต่อ
“เอาเถอะ...ต่อไปนายไม่จำเป็นต้องพกมันก็ได้ มันอันตราย ฉันเคยบอกแล้วใช่ไหม เข้าใจรึเปล่า”
เรตะพยักหน้าหงึกหงักอย่างว่าง่าย ขณะที่อาโอยก็ลุกเดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำตามปกติ...
เรตะถอนหายใจก่อนจะทิ้งกายลงนอนอย่างอ่อนแรง
...จะโกหกต่อไปได้อีกนานแค่ไหนกันนะ....
..
..
..
=================
กรุณา อย่าสงสัยอะไรทั้งสิ้น อย่างสัยนะ อยู่ๆ พี่ไคก็โผล่มาในอดีตเนี่ย
แบบว่า ไรเตอร์มันมั่ว สุดๆ นึกอะไรได้ก็จับใส่ๆ ตามใจคนเขียนมาก
พล็อตไหลได้ตามน้ำได้เรื่อยๆ และซับซ้อนมั่วซั่วขึ้นเรื่อยๆ
และแล้วก็เป็น AllRei สมใจกันล่ะ ฮ่าๆๆๆ สะใจ
ยังไม่พอ ข้าพเจ้ายังมั่วได้มากกว่านี้ ติดตามกันด้วยนะ
เม้นที่บทความกันเช่นเคยนะ